Start-up life: Lessons learned

I blogged my last post in Thai because it’ relevant to Thailand in particular, but from now I will blog mainly in English :)

I have been working on my start-up for the last 6 months and Murphy’s Law (Anything that can go wrong will go wrong) has repeated itself again and again. Ok, perhaps I overstated it. But many things didn’t go according to plan.

We just had our first event yesterday (Sat, Feb 13), we had been preparing for this for over 3 months but the followings still happened.

1 We have to produce 20 designs but our suppliers sent us just 14 designs on Fri, Feb 12, just one day before the event. We had just one dress per design for models but not for sell. We had to apologize to our designers, whose designs were not available for sell at the event.

2 We needed to upload all product pictures to our website and ,again, the photographer sent us pictures on Fri, Feb 12, just one day before the event.

3  Our venue had an accident just a week before the event, so we had to tweak the layout of our event at the last-minute which result in a much smaller usable space.

I’m not going to say that you shouldn’t plan anything ahead but I just want to warn that we should always be ready for the unexpected. After all, life is full of unexpected.

ประเทศไทย กับ Silicon Valley

วันก่อนแลกเปลี่ยนข้อความกับคุณ @jakrapong เรื่องอนาคต start-up ในไทยเลยอยากเขียนเพิ่มซะหน่อย

จากการที่ได้ไป school trip ที่ Silicon Valley (SV) เมื่อต้นเดือน มค ที่ผ่านมาทำให้เห็นว่าปัจจัยหลักๆที่ทำให้ SV ประสบความสำเร็จเป็นแหล่งสร้างความมั่งคั่งของโลกได้มี 2 อย่างใหญ่ๆ อันนี้จะเน้นในด้าน tech start-up เป็นหลักนะครับ

1 มีระบบนิเวศน์ที่ครบวงจร (Eco-system)

เหตุผลที่ SV ประสบความสำเร็จได้เนื่องจากมีระบบนิเวศน์รองรับบริษัทเกิดใหม่เป็นอย่างดีดังนี้

  • มีมหาวิทยาลัยระดับโลกคือ UC Berkeley & Stanford คอยผลิตบุคคลากรป้อนให้ start-up
  • มีบริษัทธุรกิจเงินร่วมลงทุน หรือ Venture Capital (VC) ระดับโลก และ นักลงทุนรายย่อย (Angel Investor) อยู่มากมายที่พร้อมจะลงทุนในธุรกิจเกิดใหม่ที่ยังมีความเสี่ยงสูงอยู่ ซึ่งบริษัทเหล่านี้มักจะมีความเสี่ยงสูงเกินไปที่ธนาคารพาณิชย์จะให้กู้ได้
  • มี Silicon Valley Bank ที่คอยปล่อยเงินกู้ให้กับบริษัทที่เริ่มความเสี่ยงต่ำลง
  • และสุดท้าย อเมริกา มีบริษัทใหญ่ๆ และ NASDAQ & NYSE ซึ่งเป็นที่ให้นักลงทุนอย่าง VC และตัวผู้ประกอบการ (Entrepreneur) ได้ขายหุ้น (exit) หรืออย่างน้อยก็เพิ่มสภาพคล่องด้านการเงินให้กับตัวเอง

2 ทรัพยากรบุึคคล

  • SV มีการเคลื่อนไหวของทรัพยากรบุคคลสูงมาก ไม่เป็นเรื่องแปลกเลยที่วันนี้คุณทำงานที่ Google และพรุ่งนี้ไปทำ ที่ Linkedin และอีกสองเดือนก็ลาออกไปตั้งธุรกิจของตัวเอง ตรงจุดนี้ทำให้เกิดการเคลื่อนไหวถ่ายเทขององค์ความรู้ทำให้มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและเกิดนวัตกรรมใหม่ๆขึ้นตลอดเวลา
  • เนื่องจาก start-upมักจะมีเงินทุนจำกัด ทัศนคติของคนที่ SV ที่ยอมรับเงินเดือนน้อยหรือทำงานให้ฟรีโดยแลกกับหุ้นของบริษัท (Equity) ทำให้บริษัทสามารถหาคนเก่งๆมาทำงานให้ได้โดยที่ไม่ต้องใช้เงินมากนัก

สองข้อหลักๆเหล่านี้ทำให้ SV มีข้อได้เปรียบและยากที่จะเลียนแบบ ประเทศไทยยังขาดระบบนิเวศน์ที่รองรับ โดยเฉพาะ VC ซึ่งทำให้บริษัทเกิดใหม่ไม่สามารถมีแหล่งเงินทุนที่เหมาะสมกับความเสี่ยงช่วงตั้งบริษัท อีกอย่างที่สำคัญคือคนไทยยังเน้นที่เงินเดือนมากๆไว้ก่อนไม่ค่อยให้ความสนใจกับ equity มากทำให้ต้นทุนในการตั้งบริษัทสูงเพราะต้องเอามาจ่ายเงินเดือนพนักงาน

ทั้งนี้ทางออกที่น่าจะช่วยได้โดยก่อตั้งศูนย์เพาะบ่มธุรกิจ ซึ่งผมเข้าใจว่าทาง SIPA ก็ทำอยู่แล้วแต่คนคงยังไม่ค่อยรู้จักมากนัก ส่วนด้าน VC ตอนนี้ผมก็ได้แต่ขอให้โครงการ VC ที่ทาง ตลท. กำลังพยายามทำอยู่ประสบความสำเร็จเพื่อจะใ้ห้ระบบนิเวศน์ในไทยครบวงจรซักทีครับ

ทำไมถึงเริ่มเขียน blog นี้

การที่โตขึ้นมาในบ้านที่ทั้งคุณพ่อ คุณแม่ทำงานตัวเป็นเกลียว ทำให้ผมมีความตั้งใจที่อยากจะมีธุรกิจส่วนตัวบ้าง แล้วก็เลยคิดถึงโปรเจคต์โน่นนี่มาตลอดจนโดนเรียกว่าเจ้าโปรเจคต์ ซึ่งก็มีทั้งโปรเจคต์ที่แปลกๆตั้งแต่ อยากทำรถเข็นขายสลัดผัก ไปจนถึง ธุรกิจ out-of-home media หรือโฆษณานอกบ้าน แต่ก็ไม่ได้มีอันไหนเป็นเรื่องเป็นราวขึ้นมาเพราะตกม้าตายไปตั้งแต่ตอนเริ่มศึกษาความเป็นไปได้ คำแนะนำที่คุณพ่อท่านให้ผมมาหลังจากเห็นผมเริ่มท้อก็คือ “ชีวิตนี้คิดได้เป็นพันๆโปรเจคต์แหละ ให้สำเร็จ 3-4อันก็พอแล้ว” ซึ่งก็เหมือนกับที่ โธมัส อัลวา เอดิสัน เคยกล่าวไว้ว่าความล้มเหลวเป็นหนทางแห่งความสำเร็จ

ส่วนที่มาของชื่อ blog “Stay hungry, stay foolish” ก็มาจาก speech ของ Steve Jobs, CEO ของ Apple ที่กล่าวในงานสำเร็จการศึกษาของ Stanford ปี 2005 ซึ่งเป็นหนึ่งใน speech ที่ผมชอบที่สุดเพราะให้แรงบันดาลใจกับผมมากว่าอย่าหยุดอยู่กับที่ หากใครยังไม่เคยฟังผมแนะนำให้ลองฟังดูครับผมฟังเป็น สิบรอบแล้ว 

กะไว้ว่าจะแชร์ประสบการณ์ทั้งที่เรียนมาและที่ได้ประสบพยเจอในธุรกิจเกิดใหม่ (start-up) ที่ผมทำอยู่ก็หวังว่าจะเป็นประโยชน์กับผู้อ่านไม่มากก็น้อยครับ